วันนี้น่าจะเป็นการเวิ่นเว้อไปเรื่อยมากกว่า
 
ไม่ได้อัพบล๊อคมานานแค่ไหนแล้วนะ ตั้งแต่สิ้นปีที่แล้วสินะ
 
ช่วงนี้งานก็กองทับถมเยอะแยะ รายงานญี่ปุ่นเอย รายงานฝรั่งเศสเอย
 
ไม่รู้มันผุดมันงอกมาจากไหนกันหนักหนา หรือมันแตกตัวกันแน่...
 
จุดจุดหนึ่ง ก็รู้สึกเบื่ออย่างบอกไม่ถูก อย่างจะหลบลี้หนีหน้าจากการเรียนไปทำอย่างอื่นบ้าง เช่นเล่นเกมแร๊คสอง
 
แต่พอเห็นพวกเพื่อนๆที่จะจบกันแล้วกำลังวิ่งวุ่นชุลมุน หางาน หาที่เรียน บราๆสารพัด แล้ว ก็คิดได้ว่า อือ ใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยอีกสักปีก็ไม่เลวร้ายอะไรขนาดนั้น
 
ก็หนีไปเมกามาหนึ่งปี ก็เลยต้องจบปีห้า มันก็น่ะนะ 
 
มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราอยากระบายมากมาย แต่บางทีอาจจะเพราะมันมากเกินไปเราก็เลยไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อนดีเหมือนกัน
 
กระทั่งงานที่รักอย่างงานเขียน หรือการเล่นดนตรี ก็ไม่สามารถทำได้บ่อยอย่างที่อยาก จะบอกว่าไม่มีเวล่า มันก็อาจจะส่วนหนึ่ง แต่เหมือนอารมณ์ และไฟในใจ มันไม่มีเอาเสียเลย
 
คือถ้าไฟลุกก็ลุกๆดับๆ เหมือนไฟที่ถูกลบพัดจนไม่อาจคงรูปเสถียรได้ 
 
ภาษาญี่ปุ่น ยิ่งเรียน ก็ยิ่งไม่แน่ใจว่าชอบมันจริงหรือเปล่า... แต่พอเรียนๆมา เราก็ไม่ได้เรียนเลวร้ายไปเสียทั้งหมด ที่แน่ๆวรรณคดีเราก็จัดว่าใช้ได้เลยทีเดียว... คิดไปคิดมา ถ้าจะเรียนต่อโท ก็ไม่แน่ว่าอาจจะต่อสาขานี้ก็ได้ เพราะสาขาอย่างภาษาศาสตร์ญี่ปุ่น โครงสร้างภาษา อะไรงี้ ถึงเรียนได้ก็ไม่ได้ว่าชอบอะไร จริงๆมันเป็นแขนงวิชาทางภาษาที่ค่อนไปทางวิทยาศาสตร์ด้วยซ้ำไป (ถึงได้ไม่ชอบไงละ)
 
แต่ถ้าไม่ต่อเกี่ยวกับญี่ปุ่น จะต่ออะไรดีล่ะ? ถ้าต่อด้านภาษาอังกฤษ ก็ไม่วายอยากจะต่อด้านวรรณคดี วรรณกรรมตะวันตกอยู่ดี เทอมต้นได้เรียนปกรณัมกรีกโรมันและไบเบิ้ลมา รู้สึกประทับใจมากมายก่ายกอง ทำให้ยิ่งอยากศึกษางานวรรณกรรมต่างๆเพิ่มขึ้นอีก
 
นอกจากวรรณคดีที่อยากศึกษาต่อ จริงๆก็สนใจด้านประวัติศาสตร์อยู่เหมือนกัน ปรัชญาก็มีส่วนที่สนใจบ้าง แต่ทางบ้านคงไม่เห็นด้วยซะทีเดียว แน่นอน ผู้ใหญ่ย่อมต้องมองในแง่ของการอยู่รอด 
 
เราก็เข้าใจ ในมุมมองของคนมันก็ต่างกันไป บางคนก็จะมองว่า ถ้าทำในสิ่งที่ชอบ แต่มันกินไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องทำอย่างอื่นเพื่อหากิน...
 
แต่เราก็ไม่รู้สิ กระเสือกระสนพยายามที่จะทำในสิ่งที่รักนะ จริงๆก็ถูกขัดมาตั้งแต่ตอนที่เริ่มเขียนนิยายด้วยซ้ำไป
 
"นักเขียนไส้แห้ง" บ้างล่ะ "เขียนแล้วจะมีใครเอาไปตีพิมพ์?"
 
เราก็ไม่ได้ว่าเถียงอะไร แต่ถึงเวลานิยายเรามันก็ได้พิมพ์ มาขำๆก็สามเล่ม แค่นั้นแหละ
 
ก็ไม่ได้ว่าจะก้าวร้าว แต่ก็แค่มองในมุมมองที่ต่างออกไปมากกว่า การที่ผู้ใหญ่เตือนเราก็ต้องฟัง แต่ก็ต้องพิจารณากับสถานการณ์ของเราเองด้วย เพราะพ่อแม่เราก็เป็นอย่างหนึ่ง เราก็อีกอย่างหนึ่ง ปัจจัยหลายอย่างนั้นต่างกัน
 
จริงๆก็เคยคิดอยากเรียนในสาขาวิชาพวกปรัชญาประวัติศาสตร์อย่างเต็มตัวหรอกนะ แต่พอถูกพ่อและแม่ขัดว่า "เรียนแล้วเอาไปทำอะไร" เอาจริงๆก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน จะบอกว่าเป็นครู ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมีความอดทนเพียงพอที่จะสอนเด็ก การเป็นครูเป็นงานหนักที่ต้องทุ่มเทกายใจ... เป็นครูว่ายากแล้ว เป็นครูที่สอนเด็กรู้เรื่องยิ่งยากกว่า และเป็นครูที่ดีก็โคตรของโคตรยาก
 
รู้ตัวอีกทีก็หลวมตัวมาเรียนสาขาภาษาเสียได้... จะว่าพลาดดีไหม? ก็ไม่ได้มองว่าพลาดหรืออะไร จริงๆจะเรียนให้หรูเลิศมันก็ทำได้ แต่ใจไม่ไป เหมือนไม่มีอะไรมากระตุ้น บางทีไฟทั้งหลายทั้งปวงอาจทิ้งไปหมดแล้วตั้งแต่ตอนอยู่เมกาหนึ่งปีในตอนนั้น
 
ทุกวันนี้ก็เรียนไปหลายอย่าง เสรีเกินแล้วเกินเล่า ก็เรียนๆมันไป มันก็สนุก แต่ก็เหนื่อยตอนสอบเหมือนกัน การลงยี่สิบเอ็ดหน่วยกิต จะว่ามันเจ๋งมันก็เจ๋งนะ แต่เหนื่อยตอนสอบทุกที
 
แต่คิดว่าเรียนทั้งที ก็ต้องเรียนให้คุ้มสิ หรือไม่จริง? ก็แล้วแต่คุณจะคิดกันไป
 
มองนาฬิกาตีหนึ่งครึ่ง... เฮ้อ... คงได้เวลานอนแล้วสินะเรา
 
ว่าแล้วก็หยุดการเวิ่นเว้อไว้แค่นี้ละกันสำหรับวันนี้ ค่อยมาเวิ่นใหม่วันหลังละกัน
 
 

Comment

Comment:

Tweet

ชั้นก็เคยคิดว่าตัวเองมาทำอะไรที่คณะนี้วะ สับสนไปหมด ก็เคยเฟว ๆ อยู่พักนึง แต่ด้วยความที่คณะที่เรียนอยู่นี้มันเป็นวันเดอร์แลนด์อะไรก็เกิดขึ้นได้ ชีวิตสนุก แฮปปี้ มีแต่แรื่องแปลกใหม่เกิดขึ้นทุกวันตลอดสี่ปี ก็เลยรู้สึกว่า เออ ต่อให้สับสนหรือเลือกผิดก็ยังคุ้มค่านะ ได้เจออะไรแปลกๆ ใหม่ๆ คิดซะว่ามาผจญภัย แล้วกัน พอคิดแบบนี้ก็รู้สึกว่าการเรียน+สังคมคณะมันสนุกขึ้นเยอะเลย lol  (พล่ามมานี่ไม่รู้คนอื่นจะเอาไปปรับใช้ในบริบทท่ีต่างกันได้มั้ย แต่ก็อยากพล่ามแง่กๆ) 

ยังไงก็สู้ๆหนา ดีแล้วที่ยังมีเวลาอีกปี